[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by สมาคมเทคนิคการสัตวแพทย์แห่งประเทศไทย
 

 



  

เรื่องทั่วไป
โรคกระดูกพรุน

พุธ ที่ 14 เดือน พฤษภาคม พ.ศ.2557


เด็กหลังห้อง

สมาคมเทคนิคการสัตวแพทย์แห่งประเทศไทย

โรคกระดูกพรุน!!!!!

 

A: คุณเอาน้ำไม๊

B: ไม่อ่ะ แฟนชั้นเคยบอกว่า ถ้าเอาเหรียญบาทใส่เข้าไปในน้ำอัดลม เหรียญหายไปเลยนะคุณ

A: จิงดิ!  ทำไมอ่ะมีคนไปหยิบไปเหรอ 

 

                     คุ้นๆไหมครับ บทความสนทนาจากหนังไทยที่ได้เกินร้อยล้านที่เคเบิลทีวีเอามาวนฉายซ้ำหลายรอบ รวมกับ คำพูดเตือนจากผู้หวังดีที่ได้ดูภาพบยตร์เรื่องนี้หลายๆรอบและทุกรอบที่ถึงตอนนี้ก็จะกล่าวเตือน (ประมาณว่า ดูหนัง ดูละครแล้วย้อนดูตัวเอง รวมถึงเพื่อแพร่ไปยังรอบข้าง) เนื่องจากผู้เขียนมีอัตราบริโภคน้ำอัดลมอยู่ที่ 1.25ลิตร/วัน ตลอดจนอายุที่เริ่มมากขึ้น (พูดตรงๆก็คือ แก่) จึงทำให้ผมสนใจหารายละเอียดเกี่ยวกับ โรคกระดูกพรุน ว่าแล้วเราก็มาดูกันดีกว่าว่าโรคกระดูกพรุนคืออะไร และสำคัญยังไงนะ

                     โรคกระดูกพรุน เป็นโรคที่เกิดกับกระดูกที่มีการลดลงของความหนาแน่นของมวลกระดูก (ลักษณะคล้ายฟองน้ำที่มีรูพรุน) ส่งผลให้กระดูกมีโอกาสหักได้ง่าย  เนื่องจากอาการของโรคจะไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า (รู้ตัวอีกทีก็กระดูกหักเสียแล้ว)จึงได้รับฉายาว่า “มฤตยูเงียบ”  ซึ่งโรคดังกล่าวได้รับรางวัล รองชนะเลิศอันดับหนึ่งด้านปัญหาทางสาธารณสุข ซึ่งจัดการประกวดโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) เป็นรองแค่โรคหัวใจและหลอดเลือดเท่านั้น มีการรายงานว่า ประชากรที่มีอายุ 50 ปีขึ้น ไปมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุน(Osteoporotic fracture) ในอัตราส่วน 1/3 ของผู้หญิง และ 1/8 ของผู้ชาย จะเห็นได้ว่าผู้หญิงมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากสรีระของผู้หญิงจะมีมวลกระดูกน้อยกว่าผู้ชายตามธรรมชาติ แถมสตรีที่อยู่ในวัยใกล้หมดประจำเดือน หรือย่างเข้าสู่ช่วงวัยทองไปแล้ว ตลอดจนผู้หญิงที่ตัดรังไข่ทั้งสองข้างออกไปแล้ว เป็นผลทำให้เกิดการขาดฮอร์โมน เอสโตรเจน (หน้าที่หนึ่งของฮอร์โมนตัวนี้คือจะช่วยทำให้แคลเซี่ยมมาจับที่เนื้อกระดูก) มีผลทำให้กระดูกบางลง ๆ หลังหมดประจำเดือน ซึ่งจะแสดงให้เห็นโดยหลังโก่งลง หรือความสูงลดลง มักพบเมื่อสตรีหมดประจำเดือนไปแล้ว 5-10 ปี จากเหตผลดังกล่าวทำให้ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนเป็นกลุ่มที่มีโอกาสเสี่ยงสูงสุดที่จะเป็นโรคนี้ แต่เดี๋ยวก่อน ผู้ชายอย่าพึ่งดีใจไปเพราะ ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค จริงๆแล้วมีหลายปัจจัย ที่สำคัญที่สุด คือ ปัจจัยด้านโภชนาการ คนที่มีภาวะทุโภชนาการ เช่น กินอาหารไม่ครบสัดส่วน โดยเฉพาะอาหารที่ไม่มีหรือมีแคลเซียมน้อย ก็มีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่า, คนผอมมีโอกาสเป็นโรคมากกว่าคนอ้วน นอกจากนี้ยังรวมถึงการใช้ชีวิตด้วย (การไม่ออกกำลังกาย, การสูบบุหรี่, ดื่มแอลกอฮอล์ และ การดื่มกาแฟปริมาณมาก) นอกจากนี้ยังพบปัจจัยทางกรรมพันธุ์ (คนที่อยู่ในครอบครัวที่เคยมีประวัติเป็นโรคกระดูกพรุนมาก่อน มักมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคนี้ได้มากกว่า, คนเชื้อชาติเอเชีย และ คนผิวขาว ก็มีโอกาสมากกว่าคนเชื้อชาติ แอฟริกัน) ในผู้ป่วยบางโรค เช่น เบาหวาน ขาดวิตามินดี โรคไทรอยด์ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ตลอดจน การใช้ยาบางประเภท เช่น ยาสเตียรอยด์ ยากันชัก ยาขับปัสสาวะ ก็ส่งผลทำให้มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนเพิ่มขึ้น

                     ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว อาการของโรคกระดูกพรุนระยะแรกมักไม่มีอาการ แต่เมื่อเป็นมากขึ้นอาจมีอาการปวดหลังเรื้อรัง หลังโก่งค่อม ความสูงลดลง กระดูกหักง่ายกว่าคนปกติแม้ไม่มีอุบัติเหตุที่รุนแรง โรคนี้พบได้ทั่วร่างกาย แต่จะพบมากที่ กระดูกสันหลัง ข้อสะโพก ข้อมือ และกระดูกต้นแขนบริเวณหัวไหล่ ที่อันตรายที่สุดคือทำให้เกิดกระดูกหัก ทำให้เคลื่อนไหวไม่สะดวก ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนต่างๆที่จะตามมา เช่น การติดเชื้อ, ปอดอักเสบ, แผลกดทับ, ภาวะโรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคอื่นๆ เป็นเหตุให้สุขภาพแย่ลงอย่างรวดเร็ว อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ การตรวจวินิจฉัยทำได้หลายแนวทาง ส่วนมากมักจะพบอาการกระดูกหักก่อน ถึงจะเริ่มที่การดูประวัตทางการแพทย์ทั้งของตัวเอง และ ญาติพี่น้องร่วมกับผลเอ็กซ์เรย์ ซึ่งในปัจจุบันมีเทคโนโลยีหลายอย่างซึ่งทำให้ตรวจพบได้เร็วขึ้น เช่น การตรวจหาความหนาแน่นของกระดูก, การตรวจวัดทางชีวเคมีของการสลายตัวของกระดูก (Biochemical markers of bone turnover) สามารถวัดได้จากทางเลือดหรือปัสสาวะ, การวัดการสร้างกระดูกใหม่ (Bone formation) ในส่วนของการรักษาโรคนี้ ปัจจุบันยังไม่มีหนทางในการรักษาโรคนี้ พบว่าวิธีการรักษาในปัจจุบัน ทั้งการผ่าตัดในกรณีที่สามารถผ่าตัดรักษาได้ (แต่ผลของการรักษาอาจไม่หายกลับมาปกติได้) หรือการใช้ยา (ยาช่วยลดการทำลายกระดูก เช่น แคลเซี่ยม บิสฟอตฟาเนต ฮอร์โมนแคลซิโตนิน, ยาช่วยกระตุ้นการสร้างกระดูก เช่น ฮอร์โมนพาราไทรอยด์เทอริพาราไทด์ และ ยาที่ช่วยทั้งกระตุ้นการสร้างและลดการทำลายกระดูก เช่น สตรอนเทียมรานิเลต) มีผลเพียงแค่หยุดยั้งการสูญเสียมวลกระดูก และรักษาอาการกระดูกหักเท่านั้น

                     จากวลี "การป้องกันโรคย่อมดีกว่าการรักษาโรค" หรือ "กันไว้ดีกว่าแก้" ร่วมกับรายงานการศึกษาขององค์การอนามัยโลก พบว่า การตรวจความหนาแน่นของกระดูกตั้งแต่เนิ่นๆจะสามารถลดผลกระทบจากโรคกระดูกพรุนได้ ในบทความนี้จึงเน้นเป็นพิเศษที่การป้องกันโรคโดยการเสริมสร้างให้เนื้อกระดูกแข็งแรงโดยปฏิบัติดังนี้

1. ด้านโภชนาการ

-        ควรบริโภคอาหารให้ครบ 5 หมู่, บริโภคอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามิน ดี  อาหารที่มีแคลเซียมสูง ร่วมกับ อาหารที่มีวิตามินดี (โดยทั่วไปคนเราต้องการแคลเซียมประมาณ 1,000 - 1,500 มิลลิกรัม / วัน, ตามินดี  600-800  IU/วัน) เนื่องจากแคลเซียมเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการสร้างเนื้อกระดูกและป้องกันการสูญเสียเนื้อกระดูก การเก็บหรือซ่อมแซมการสูญเสียกระดูกจะไม่เกิดขึ้นถ้าร่างกายไม่ได้รับแคลเซียมจากอาหารอย่างเพียงพอ ในส่วนวิตามินดีนั้นจะทำหน้าที่ช่วยสร้างโปรตีนในการดูดซึมของแคลเซียม ทำให้การดูดซึมของแคลเซียมเป็นไปโดยปกติและช่วยในการสร้างกระดูกเพิ่มขึ้นอาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ นมและผลิตภัณฑ์จากนม กุ้งแห้ง กะปิ ปลาเล็กที่กินได้ทั้งก้าง งาดำ ถั่วต่างๆ เต้าหู้ ผักใบเขียวเช่น ผักโขม คะน้า ใบชะพลู ใบยอ อาหารที่มีวิตามินดี ได้แก่ เมล็ดธัญญาพืชทั้งเปลือก นอกจากนี้ร่างกานยังสามารถสังเคราะห์วิตามินดีจากแสงแดดได้ (ระวัง มะเร็งที่ผิวหนังด้วยครับ)

                     การหลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคอาหารที่มีโปรตีนจากเนื้อสัตว์จำนวนมาก เนื่องจากสาร กลูคากอน ที่เกิดจากการเผาผลาญจากสารอาหารโปรตีน  จะทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้นการรับ นอกจากนี้ในเนื้อสัตว์ยังมี ฟอสฟอรัส เป็นองค์ประกอบ ซึ่งผมขอกล่าวถึงในภายหลังรวมกับน้ำอัดลมนะครับ

                     การหลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคอาหารรสเค็มจัด เนื่องจากอาหารรสเค็มนั้นจะมีเกลือโซเดียมเป็นส่วนประกอบ  ซึ่งโซเดียมจะทำให้ร่างกายขับน้ำออกทางปัสสาวะมากขึ้นและขับแคลเซียมตามออกมาด้วย  จึงทำให้การสูญเสียแคลเซียมจากร่างกายทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น

2. ด้านพฤติกรรมการใช้ชีวิต ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต

-  การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ร่วมกับการหลีกเลี่ยงหรืองดการสูบบุหรี่นิโคตีนในบุหรี่ขัดขวางการนำแคลเซียมไปใช้  ทำให้ร่างกายนำแคลเซียมไปใช้ได้ลดลง), งดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ (แอลกอฮอล์จะขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมในร่างกาย  และทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น) งดเครื่องดื่มที่มี คาเฟอีน (คาเฟอีน  จะทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น) ในส่วนนี้ผู้เขียนขอรวมถึงเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลมซึ่งเป็นประเด็นที่ผมโดนไว้ด้วย มาดูกันครับว่าทำไมน้ำอัดลมถึงทำให้เป็นโรคกระดูกพรุน มันเป็นฟองซ่ากัดกร่อนหรือป่าว? ในอดีต น้ำอัดลมมี คาเฟอีน ซึ่งส่งผลตามที่ได้เกริ่นไปแล้ว ซึ่งในปัจจุบันนั้น น้ำอัดลมจะไม่มี คาเฟอีนเป็นส่วนประกอบ ลองสังเกตดูข้างขวด/กระป๋องดูนะครับ จริงๆแล้วนำอัดลมจะมีส่วนผสมของฟอสฟอรัสสูง ซึ่งเจ้าตัวฟอสฟอรัสนี้ละที่เป็นผู้เล่นคนสำคัญเพราะมันจะรวมตัวกับแคลเซียมในร่างกาย ทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดเสียสมดุล  (โดยปกติแคลเซียมในร่างกายจะต้องทำงานร่วมกับเกลือแร่อื่นโดยเฉพาะฟอสฟอรัส ในภาวะปกติ ร่างกายจะต้องพยายามรักษาสัดส่วนของแคลเซียมและฟอสฟอรัส 2:1 หากฟอสฟอรัสมากเกินไป ร่างกายก็จำเป็นต้องสลายแคลเซียมออกจากคลังกระดูกมาทำสะเทินฟอสฟอรัสในเลือด เพื่อป้องกันไม่ให้ฟอสฟอรัสสูงเกินไปจนส่งผลอันตรายต่อชีวิต) ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำแคลเซียมไปใช้ได้ตามปกติ  จึงทำให้แคลเซียมในร่างกายลดลงได้

กล่าวถึงตรงนี้ผมขอเพิ่มเรื่อง การตรวจสุขภาพประจำปีด้วย เนื่องจากบุคคลรอบข้างที่ผมรู้จัก และ ไม่ได้ทำงานในบริษัทที่มีการตรวจสุขภาพประจำปีเป็นสวัสดิการ มักจะคิดว่า มันเป็นสิ่งไม่จำเป็น, ฟุ่มเฟือย ซึ่งมันดูเหมือนจะจ่ายแพง แต่ลองมาหารด้วยจำนวนเดือน หรือจำนวนวันดูสิครับ ผมเชื่อว่ามันยังถูกกว่าค่า น้ำอัดลม, บุหรี่ , เหล้า-เบียร์ ที่เราจ่ายไปในแต่ละวัน/เดือน ด้วยซ้ำ การตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีนอกจากช่วยเฝ้าระวังโรคกระดูกพรุนแล้วยังส่งผลในการเฝ้าระวังโรคอื่นๆไปในตัวด้วย ท่องไว้ว่า กันไว้ดีกว่าแก้ครับ นอกเรื่องไปนิดละ กลับมาที่โรคกระดูกพรุนกับความเชื่อกันดีกว่า  ผมไม่แน่ใจว่ามันเป็นผลของโฆษณา หรือ การบอกเล่าที่เล่าต่อกันมา ทำให้มีหลายคนเชื่อว่าเมื่อกระดูกพรุนมีวิธีแก้ง่าย ๆ คือ รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมเพื่อไปซ่อมแซมกระดูก ใครมีความคิดแบบนี้บ้างครับ ถ้าใครมีความคิดแบบนี้ก็ยินดีด้วยเพราะคุณเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมนี้ครับ (ที่เข้าใจอะไรผิดไป) ในความเป็นจริงแล้วร่างกายต้องการแคลเซียมในปริมาณที่เหมาะสม (นึกถึงทางสายกลางของพระพุทธเจ้านะครับ มากไปก็ไม่ดี น้อยไปก็ไม่ดี) ดังนั้นการคิดเพียงว่าเติมแคลเซียมเข้าร่างกายมาก ๆ เมื่อกระดูกพรุนจึงไม่ใช่วิธีที่ถูกนัก โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคไต ซึ่งไม่สามารถขับแคลเซียมส่วนเกินออกได้ ทำให้เกิดการสะสมของแคลเซียมในเนื้อเยื่อ ภาพในอดีตตอนดูสไลด์ที่เห็นเป็นวงสีม่วงๆที่เกิดจากการสะสมของแคลเซียมในวิชา patho ลอยเข้ามาแวบๆแล้วจากไปด้วยความเร็วสูงเพราะผมจำรายละเอียดไม่ได้ละ หลังจากข้อมูลที่กล่าวมาแล้ว ขอยืนยันว่าน้ำอัดลมไม่ใช่สาเหตหลักของโรคสำหรับคนทั่วไป แต่กับผู้เขียนแล้วน่าจะเป็นสาเหตหลักเลย  ดังนั้นผมคงต้องลดอัตราสูบน้ำอัดลมเข้าร่างกาย ถ้าจะให้ดีควรงดเลย ร่วมกับปัจจัยด้านอื่นๆ (การรับประทานอาหารให้ครบทั้ง5หมู่ในปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายของแต่ละบุคคล, การออกกำลังกายในรูปแบบที่เหมาะสม) ก่อนที่จะเป็นฝ่าย +1ให้ รองชนะเลิศอันดับหนึ่งด้านปัญหาทางสาธารณสุข

 

อ้างอิง

มูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทยฯ   http://www.topf.or.th/home.php

http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=153

http://www.osteokku.com/th/home-mainmenu-1.html

http://www.roche.co.th/home/disease/osteoporosis.html

http://sriphat.med.cmu.ac.th/thai/knowledge-31

 

 

ปล. ภาพประกอบจากมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย

 



เข้าชม : 507


เรื่องทั่วไป 5 อันดับล่าสุด

      พระราชบัญญัติส่งเสริมวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ.2551 18 / พ.ค. / 2558
      อวดไม่รู้ 21 / เม.ย. / 2558
      โรคกระดูกพรุน 14 / พ.ค. / 2557
      U-NET 28 / เม.ย. / 2557
      ผมเป็นโรคขี้เกียจ 17 / เม.ย. / 2557


Home    About us    News    Calendar    Webboard    Knowledge    Gallery    Contact us    Admin  
© Copyright 2010 สมาคมเทคนิคการสัตวแพทย์แห่งประเทศไทย :: Veterinay Technology Association of Thailand
Power by : MAXSITE 1.10