[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by สมาคมเทคนิคการสัตวแพทย์แห่งประเทศไทย
 

 



  

ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการสัตวแพทย์
ฉี่นั้นสำคัญไฉน

ศุกร์ ที่ 6 เดือน มิถุนายน พ.ศ.2557


ฉี่นั้นสำคัญไฉน

พีระ อารีศรีสม

เทคนิคการสัตวแพทย์ รุ่นที่3

                   ปัสสาวะหรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “ฉี่” นั้นเป็นผลิตผลที่เกิดมาจากการกรองที่ไต โดยปัสสาวะนั้นเกิดจากการกรองของเลือดที่ไหลผ่านหลอดเลือดฝอยในโกลเมอรูลัส (glomerular capillary) ซึ่งกระบวนการกรองนั้นจะต้องผ่านชั้นกรอง 3 ชั้นด้วยกันคือ ผนังหลอดเลือด (endothelium membrane) basement membrane และ เซลล์podocyte ซึ่งจะได้ของเหลวที่ผ่านการกรอง (filtrate) ไหลออกมาตามท่อไต ซึ่งระหว่างนี้จะมีการทำให้ปัสสาวะมีความเข้มข้นมากขึ้น จากนั้นจึงไหลมารวมกันที่กระเพาะปัสสาวะ(urinary bladder) ซึ่งเป็นที่เก็บกัก และเมื่อมีปริมาณมากระดับหนึ่งก็จะส่งสัญญาณให้ร่างกายมีการขับปัสสาวะออก โดยทั่วไปแล้วปัสสาวะของคนและสัตว์จะมีสีเหลือง ส่วนจะเหลืองมากหรือเหลืองน้อยก็ขึ้นกับปริมาณน้ำที่ดื่มในแต่ละวัน หากดื่มน้ำมากปัสสาวะก็จะมีสีจางและมีปริมาณน้ำมาก แต่ก็มีสัตว์บางชนิดที่มีลักษณะของสีปัสสาวะที่แตกต่างกันออกไป เช่น กระต่าย จะของปัสสาวะออกไปทางสีเหลือง สีแดงจนถึงแดงเข้ม ส่วนปริมาณของปัสสาวะนั้นก็จะขึ้นกับชนิดของสัตว์และปริมาณน้ำที่ดื่มเข้าไป สัตว์จำพวกสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ปีกจะมีการขับถ่ายของเสียออกมาในรูปของกรดยูริค (uric acid) ซึ่งจะมีปริมาณน้ำที่ขับถ่ายออกมาน้อยมาก ส่วนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมนั้นจะมีการขับถ่ายปัสสาวะออกมาระดับหนึ่ง สัตว์จำพวกหนูเจอร์บิล (Gerbil) จะมีการขับถ่ายปัสสาวะที่น้อย เนื่องจากหนูพวกนี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบทะเลทรายจึงต้องมีการปรับตัวให้มีการสูญเสียน้ำออกจากร่างกายให้น้อยลง

              พูดเรื่องปัสสาวะมาพอสมควรละ คราวนี้ลองมาดูความสำคัญของปัสสาวะกันดีกว่า ปัสสาวะนั้นประกอบไปด้วยน้ำมากถึง 95%  ของปริมาตรทั้งหมด ส่วนที่เหลือจะเป็นอินทรีย์สาร ฮอร์โมน แร่ธาตุชนิดต่างๆ ของเสียจำพวก แอมโมเนีย ยา และอื่นๆ การขับถ่ายปัสสาวะออกมาจึงเป็นการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย หากไตมีปัญหาจนไม่สามารถสร้างปัสสาวะได้ก็จะมีการสะสมของเสียอยู่ในกระแสเลือด ลักษณะผิดปกติของปัสสาวะแบ่งออกเป็น

              ปริมาณปัสสาวะ การมีปัสสาวะมากหรือน้อยนั้นจะมีความสัมพันธ์กับปริมาณน้ำในร่างกาย  ปัสสาวะที่มีปริมาตรน้อยมักมีสีเข้มกว่าปกติ อาจเกิดจากดื่มน้ำน้อย เสียน้ำออกจากร่างกายมาก อาการปัสสาวะขัด หรือไม่ถ่ายปัสสาวะออกมาเลย (anuria) จะเป็นตัวบ่งบอกถึงการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ ในทางตรงกันข้ามการปัสสาวะมากอาจเกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมน antidiuretic

              สีของปัสสาวะ ปกติปัสสาวะของสุนัขและแมวจะมีสีเหลือง แต่ถ้าสีของปัสสาวะมีลักษณะเปลี่ยนไป เช่น สีแดง บ่งบอกถึงการมีฮีโมโกลบินหรือเลือดปะปนมาในปัสสาวะ ปัสสาวะสีดำบ่งบอกถึงมีการแตกทำลายของเม็ดเลือดแดงในกระแสเลือดจำนวนมาก ปัสสาวะมีสีชมพูอาจเกิดจากยารักษาโรคบางชนิด

              ความขุ่น-ใส ปกติปัสสาวะจะมีลักษณะใส หากปัสสาวะมีสีขุ่นอาจเกิดจาก มีเซลล์ แบคทีเรีย ผลึก ปะปนมาในปัสสาวะจำนวนมาก ทำให้ปัสสาวะมีความขุ่นมากขึ้น หากนำปัสสาวะดังกล่าวไปปั่นให้ตกตะกอนจะพบว่าปัสสาวะจะมีความใสเพิ่มมากขึ้น

              กลิ่นของปัสสาวะ โดยปกติแล้วปัสสาวะที่ขับถ่ายออกมาใหม่ๆจะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของอินทรีย์สาร ปัสสาวะของสัตว์ที่ป่วยเป็นเบาหวานอาจมีกลิ่นของคีโตน ปะปนออกมาได้ ปัสสาวะของสัตว์ที่มีการติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์จะพบว่ามีกลิ่นฉุนของแอมโมเนีย

              ตะกอนของปัสสาวะ ตะกอนของปัสสาวะเป็นสาเหตุที่ทำให้ปัสสาวะมีความขุ่นดังที่กล่าวมาข้างต้น แต่ลักษณะของตะกอนสามารถจำแนกเป็นกลุ่มย่อยได้เป็น เซลล์ ผลึก สิ่งปลอมปนอื่นๆ การตรวจตะกอนนั้นจะต้องอาศัยการปั่นตกตะกอน จากนั้นจึงทำการตรวจภายใต้กล้องจุลทรรศน์ ซึ่งตะกอนหลายชนิดจะบ่องบอกถึงความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตหรือความผิดปกติที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เช่น การตรวจพบเซลล์บุท่อไตจะบ่งบอกถึงพยาธิสภาพที่เกิดขึ้นกับท่อไต จึงมีเซลล์ต่างๆหลุดออกมาปะปนในปัสสาวะ

              ลักษณะอื่นๆ ปัสสาวะโดยทั่วไปแล้วจะไม่มีน้ำตาลปะปนมา แต่ในกรณีของสุนัขที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานเมื่อปัสสาวะออกมาแล้วตั้งทิ้งไว้ระยะหนึ่งก็จะสังเกตเห็นมดมาตอมเป็นจำนวนมาก บ่งบอกว่าในปัสสาวะมีน้ำตาลปะปนมา การมีโปรตีนปะปนออกมาในปัสสาวะจะสามารถตรวจสอบได้โดยการเขย่าปัสสาวะจะเห็นว่าปัสสาวะมีฟองจำนวนมาก

              ที่กล่าวมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความผิดปกติที่สามารถสังเกตได้จากปัสสาวะของสัตว์เมื่อมีการขับถ่าย ข้อมูลเรื่องสุขภาพสัตว์และการขับถ่ายนั้นจะมีความละเอียดมากหากเจ้าของสุนัขมีการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด ซึ่งจะช่วยให้สัตวแพทย์สามารถวินิจฉัยโรคเบื้องต้นได้ แต่อย่างไรก็ตามการตรวจทางห้องปฏิบัติการก็จะช่วยเพิ่มความแม่นยำมากขึ้น  



เข้าชม : 1281


ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการสัตวแพทย์ 5 อันดับล่าสุด

      พิษ จาก ปลาปักเป้า 25 / ก.พ. / 2558
      มองอนาคตไปข้างหน้า..........กับสาขาเทคนิคการสัตวแพทย์ 3 / ส.ค. / 2557
      ชีชี แปะแป๊ะ 8 / ก.ค. / 2557
      ไข้หูดับ 10 / มิ.ย. / 2557
      ฉี่นั้นสำคัญไฉน 6 / มิ.ย. / 2557


Home    About us    News    Calendar    Webboard    Knowledge    Gallery    Contact us    Admin  
© Copyright 2010 สมาคมเทคนิคการสัตวแพทย์แห่งประเทศไทย :: Veterinay Technology Association of Thailand
Power by : MAXSITE 1.10