[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by สมาคมเทคนิคการสัตวแพทย์แห่งประเทศไทย
 

 



  

ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการสัตวแพทย์
ชีชี แปะแป๊ะ

อังคาร ที่ 8 เดือน กรกฏาคม พ.ศ.2557


เด็กหลังห้อง

สมาคมเทคนิคการสัตวแพทย์แห่งประเทศไทย

 

                ชีชี แปะแป๊ะ

                       “ชีชี แปะแป๊ะ” ลูกหลานคนจีน น่าจะได้ยินคำนี้บ่อยนะครับ แปลตรงๆเลยก็คือ ขาว ๆ อวบ ๆ หรือขาว ๆสวย ๆ ครับ แต่ในยุคสมันปัจจุบัน ผมว่าน่าจะแปลว่า ขาวๆสวยๆ เนื่องจากค่านิยมที่มองว่าคนผอมหุ่นดีกว่า สวยกว่าคนอวบ (สมัยก่อน คนจีนชอบผู้หญิงอวบๆครับเนื่องจากเชื่อว่าจะให้ผู้สืบสกุลง่าย) แต่ไม่ว่ายุคสมัยไหน ดูเหมือนว่าคนเอเชียส่วนใหญ่ เราจะชอบลักษณะขาว ไม่ว่าในคน หรือ สัตว์ ดูจาก สัตว์เลี้ยงหลายชนิดที่มีลักษณะสีขนขาว ราคาค่าตัวก็จะอัพขึ้นไปมากกว่าปกติ ยิ่งเป็นสัตว์เผือก ยิ่งเพิ่มคุณค่าโดยทันที อาจมีค่าครองเมืองเลยก็ได้ เช่น ช้างเผือก เรามาทำความรู้จัก สัตว์เผือกกันดีกว่า

                       “สัตว์เผือก” สามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดตามสาเหตุการเกิด กล่าวคือ เกิดจาความผิดปกติขิงยีน เรียกความผิดปกติชนิดนี้ว่า “Albinism” กับสาเหตุที่เกิดจากความผิดปกติของเม็ดสี (pigment) ก่อนและหลังการคลอด โดยถ้าพบตั้งแต่เป็นตัวอ่อนในครรภ์ เรียกว่า piebaldism แต่ถ้าพบหลังการคลอด เรียกว่า vitiligo โดย Albinism พบได้ในมนุษย์ และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีผิวเผือกหลายชนิด เกิดจากภาวะที่ไม่สามารถสร้างเมลานินตั้งแต่เกิด จริงๆแล้วเป็นการแสดงลักษณะที่เกิดมาจากความผิดปกติของยีน (Gene) เรา ซึ่งยีนดังกล่าวจะทำหน้าที่ควบคุมการเกิดเม็ดสีภายในร่างกาย ทำให้เปลี่ยนจากสีปกติไปเป็นสีขาว ซึ่งถ้ามียีนด้อยอยู่ในพันธุกรรม จะส่งผลให้ไม่สามารถสร้างเอนไซม์เมลาโนโซท์ ไทโรซิเนส (Melamocyte tyrosinase) ที่จะเปลี่ยนไทโรซีน ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญตัวหนึ่งไปเป็นเมลานิน (Melanin) ได้ โดยยีนด้อยของการเป็นสัตว์เผือก สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ โดยยีนด้อยจะแฝงตัวอยู่กับลูกหลาน แต่โอกาสที่จะแสดงออกมาให้เห็นเป็นสัตว์เผือกนั้นมีน้อยมาก อาจจะเป็นแค่หนึ่งในล้าน มันเลยหายากไง และ ราคาพุ่งกระจาย ในส่วน Piebaldism และ Vitiligo นั้นเกิดจากเซลล์เม็ดสีออกจากเซลล์ที่เจริญไปเป็นระบบประสาท (neural crest) ในระยะตัวอ่อนซึ่งส่งผลให้สภาวะนี้สามารถถ่ายทอดไปยังลูกหลานได้

                       นอกจากการแบ่งสัตว์เผือกตามสาเหตุการเกิด เรายังสามารถแบ่ง “สัตว์เผือก”ได้ตามคุณลักษณะที่แสดงออกด้วยได้ครับซึ่งเป็นผลพวงของช่องว่างทางภาษาครับ ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนครับว่า สัตว์เผือก ในภาษาไทยจะหมายถึงสัตว์ที่มีขาว สีซีด หรือ สีอ่อน ผิดธรรมชาติ แต่ในระบบสากลเค้าจะมีการแบ่งแยกออกไปชัดเจนกว่าครับ ได้แก่ Albino, Lutino, Axanthic, Leucistic, และ Platinum เรามาดูความแตกต่างกันในแต่ละชนิดนะครับ

                      - Albino จะมีลักษณะ เผือกตาแดง ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความผิดปกติของเม็ดสี ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้นทำให้ตามีลักษณะสีแดง แต่ในส่วนลำตัวอาจจะมีสีหลากหลายตั้งแต่ สีส้ม, สีเหลือง, เหลืองซีดจนถึงสีขาว

                       - Lutino จะมีลักษณะคล้าย Albino แต่มีลักษณะเป็นสัตว์เผือกไม่สมบูรณ์ กล่าวคือ มีตาสีแดง แต่ในส่วนลำตัวจะมีสีค่อยข้างเหลืองกว่า albino ที่สำคัญคือไม่มีลักษณะขาวปลอด อาจมีสีอื่นปน

                       - Axanthic เป็ฯลักษณะการแสดงออกที่ผิดปกติของเม็ดสี ที่แสดงผลสีแดง หรือ สีเหลือง เป็นผลทำให้สัตว์ดังกล่าวแสดงสีออกมาอ่อนกว่าปกติ จะเรียกว่าเป็น สีซีด หรือ ตกสี น่าจะให้ภาพชัดเจนขึ้น

                       - Leucistic เป็นการแสดงออกที่ผิดปกติของเม็ดสีทุกชนิดสีที่เกิดเฉพาะลำตัว ทำให้สัตว์มีสีตาปกติ (ไม่เป็นโรคตาแดง)

                       - Platinum หรือทองคำขาว จะเป็นลักษณะเผือกที่มีความมัน วาว มากกว่าสัตว์เผือกชนิดอื่นๆ ความมันวาวที่แสดงออกเปรียบได้ดังทองคำขาวกันเลยทีเดียว

                       จากที่เกริ่นไปแล้วว่า คนเอเชียส่วนใหญ่เราจะชอบลักษณะขาว โดยเฉพาะ ผิวขาว (ที่เห็นไม่ชอบก็คงเป็นผมขาว กับ ขี้ขลาดตาขาว) มีหลายๆคนที่ลงทุนไปมากมายกับการอยากมีผิวขาว วิ้งๆ ซึ่งผุ้เขียนได้เห็นมีโฆษณาถี่มากๆ กับตัวยาตัวหนึ่งที่มีทั้งกินทั้งฉีด เดากันได้แล้วใช่ไหมครับ “กลูต้าไธโอน”นั้นเอง เรามาดูกันครับว่า จริงๆแล้ว กลูต้าไธโอนมันมีประโยชน์ยังไง

                       กลูตาไธโอน (glutathione) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่เซลล์ในร่างกายมนุษย์สามารถสังเคราะห์ได้เอง มีคุณสมบัติเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง ทำหน้าที่ในการปกป้องเนื้อเยื่อไม่ให้ถูกทำลายโดยสารอนุมูลอิสระที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกาย ในวงการแพทย์จะใช้ กลูต้าไธโอน เพื่อรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาตับอักเสบ อันเนื่องมาจากจากกลูต้าไธโอนนั้นเป็นสารโปรตีนเบื้องต้นที่จะช่วยเพิ่มการทำงานของตับในการฟอกพิษโดย กลูต้าไธโอนจะเป็นตัวช่วยในการซ่อมแซมฟื้นฟูสภาพของเนื้อเยื่อตับ ที่มีอาการบาดเจ็บอันเกิดจากขบวนการฟอกสารพิษ, ขจัดสารพิษออกจากร่างกาย นอกจากนี้กลูต้าไธโอนยังช่วยให้มีภูมิต้านทานดีขึ้นด้วยแต่การใช้ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้เชี่ยวชาญ และไม่ใช้ติดต่อกัน แล้วมันเกี่ยวกับผิวขาวยังไงละ กลูต้าไธโอนยังมีคุณสมบัติรอง คือ ตัวมัน สามารถยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว Melanin (จริงแล้วน่าจะเรียกผลข้างเคียงมากกว่า) จึงมีการนำสารชนิดนี้ไปใช้ในการดูแลผิวเพื่อให้ผิวขาวซึ่งถือว่าเป็นการประยุกต์ใช้ขึ้นมาเอง และอย่างที่บอกว่าการช่วยทำให้ผิวขาวถือว่าเป็นคุณสมบัตรอง การจะให้เห็นผลจึงช้า ถ้าอยากให้เห็นผลเร็วก็ต้องให้ในปริมาณมากแต่ประเด็นที่น่าวิตกที่ตามมา คือ ปริมาณการใช้ที่เกินขนาดซึ่งจะทำให้เกิดผลเสียกับสุขภาพ กล่าวคือ เกิดการระคายเคืองแพ้แสงแดดได้ง่ายขึ้นเสี่ยงต่อการ เป็นมะเร็งผิวหนังได้ เนื่องจากกลูต้าไธโอนจะทำให้เม็ดสีผิวลดลง โดยเม็ดสีผิวของคนเราทำหน้าที่เหมือนแผ่นกรองแสง, ทำหน้าที่จับอนุมูลอิสระ เมื่อมีเม็ดสีลดลงจะทำให้ภูมิต้านทานของผิวจะลดลง ทำให้แพ้แสงแดดได้ง่าย เสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนังด้วย นอกจากนี้ ยังอาจทำให้ตาบอดได้ สาเหตุเกิดจากเม็ดสีในตาลดลง ทำให้เกิดผลกระทบต่อจอตาซึ่งมีหน้าที่รับแสงในการมองเห็น เป็นผลทำให้จอประสาทตาอักเสบได้ง่าย และอาจร้ายแรงถึงขั้นตาบอดได้

                       ฉีด หรือ กินดี เป็นอีกคำถามที่พบได้บ่อย เรามาดูกันครับ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย, สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)} แพทยสภา ตลอดจน ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ ยังไม่รับรองความปลอดภัยของการฉีดกลูต้าไธโอนเพื่อทำให้ผิวขาว เนื่องจากคำนึงถึงผลเสียในระยะยาวที่ยังไม่มีการประเมินได้ชัดเจน (ยังไม่ผ่านการรับรองข้อบ่งใช้โดยองค์การอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกาสำหรับทำให้ผิวขาวด้วย) ประเด็นสำคัญของการใช้ยาฉีดกลูตาไธโอนโดยเฉพาะการฉีดเข้าหลอดเลือดดำนั้น อยู่ที่ความปลอดภัยจากการฉีดยา เนื่องจากผิวที่ขาวขึ้นจากกลูตาไธโอนนั้นเป็นผลข้างเคียงของยาที่เกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้น หากต้องการให้ผลคงอยู่ไปตลอดจำเป็นต้องได้รับการฉีดซ้ำเป็นระยะ ทำให้มีการสะสมยาในร่างกายและอาจก่อให้เกิดอันตรายในระยะยาวได้ ดังนั้นการฉีดเพื่อผิวขาวเป็นอันตกไป นอกจากเสี่ยงด้วยคุณสมบัติของตัวยาแล้วยังมีปัจจัยเสี่ยงด้วยฝีมือคนฉีด โดยการฉีดยาเข้าเส้นเลือดจำเป็นต้องกระทำโดยผู้ประกอบวิชาชีพที่เชี่ยวชาญเท่านั้น เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างการให้ยาซึ่งส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อผู้ที่ได้รับยาจนถึงขั้นเสียชีวิตดังที่เป็นข่าวให้เราได้เห็นกันบ่อยครั้ง ในส่วนกลูต้าไธโอนชนิดใช้รับประทานนั้นโดยในท้องตลาดส่วนใหญ่มักพบอยู่ในรูปยาเม็ดหรือผงละลายน้ำสำหรับรับประทาน ซึ่งในขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้ขึ้นทะเบียนรับรองโดยอนุญาตให้ใช้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารซึ่งมีผลต่อสุขภาพ แต่หากกินนานๆก็อาจรบกวนการทำงานของไตได้เช่นกัน แต่อย่าลืมว่า กลูต้าไธโอน เป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง เมื่อเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารก็จะถูกทำลาย หรือ ถูกทำให้เสียคุณสมบัติ ทำให้ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการรับประทานลูตาไธโอนในรูปแบบของยารับประทานนั้นแทบจะไม่มีเลย รู้อย่างงี้แล้วอย่าลงเชื่อคำโฆษณาเลยครับ

                       ลักษณะ “เผือก”เกิดขึ้นได้ในสัตว์ทุกชนิด รวมทั้งมนุษย์ด้วย (มนุษย์เราก็เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง) โดยลักษณะ “เผือก”ที่เกิดขึ้นในมนุษย์ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีลักษณะ ผิวขาว, ผมขาว, ตาสีขาว, ม่านตาสีเทาและโปร่งแสง, รูม่านตาสะท้อนแสงออกมาเป็นสีแดง และที่สำคัญคือจะมีร่างกายยังอ่อนแอ ไวต่อการติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนทั่วไป นอกจากนี้ สายตาที่ไม่สามารถสู้แสงแดดได้ แถมยังมีอาการตาถั่วร่วมอีกด้วย นอกจากปัญหาเรื่องสุขภาพกายแล้ว ยังมีรายงานทางการแพทย์ที่แสดงว่าผู้ป่วยโรคเผือกมักมีปัญหาเรื่องสุขภาพจิตร อันเป็นผลของความที่ตนเองแตกต่างกว่าคนอื่นๆ ในเด็กๆอาจล้อเลียนว่าเป็นสัตว์ประหลาดด้วยซ้ำ ส่วนตัวผู้เขียนอยากชี้ให้เห็นว่าผู้ป่วยเหล่านั้นไม่ได้ประหลาดอะไร เพียงแค่ป่วยเป็นโรคชนิดหนึ่งก็แค่นั้นเองครับ

อ้างอิง

"Albinism", by Dr. Raymond E. Boissy, Dr. James J. Nordlund, et al., ateMedicine, 22 August 2005; retrieved 31 March 2007

http://www.jitdrathanee.com/blog/2010/08/albinism/

http://www.il.mahidol.ac.th/e-media/hormone/chapter2/chapter2.4.htm

http://animals.spokedark.tv/2013/03/25/white-animals/#.U6u6n_l_um4

Villarama CD, Maibach HI. Glutathione as a depigmenting agent: an overview. Int J Cosmet Sci 2005;27:147–53.

พิมลพรรณ พิทยานุกุล. สารกลูตาไธโอน ช่วยให้ขาวได้จริงหรือ [Online]. 2008 Apr 22 [cited 2010 Feb 5]. Available from: URL: http://www.consumerthai.org/old/cms/index.php?option=com_ content&task=view&id=1055&Itemid=38

เข้าชม : 6118


ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการสัตวแพทย์ 5 อันดับล่าสุด

      พิษ จาก ปลาปักเป้า 25 / ก.พ. / 2558
      มองอนาคตไปข้างหน้า..........กับสาขาเทคนิคการสัตวแพทย์ 3 / ส.ค. / 2557
      ชีชี แปะแป๊ะ 8 / ก.ค. / 2557
      ไข้หูดับ 10 / มิ.ย. / 2557
      ฉี่นั้นสำคัญไฉน 6 / มิ.ย. / 2557




ชื่อ/Email :
ใส่รหัสที่ท่านเห็นลงในช่องนี้
ไอคอน : ย่อหน้า จัดซ้าย จัดกลาง จัดขวา ตัวหนา ตัวเอียง เส้นใต้ ตัวยก ตัวห้อย ตัวหนังสือเรืองแสง ตัวหนังสือมีเงา สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา
อ้างอิงคำพูด เพิ่มเพลง เพิ่มวีดีโอคลิป เพิ่มรูปภาพ เพิ่มไฟล์ Flash เพิ่มลิงก์ เพิ่มอีเมล์
ความคิดเห็น :


กรุณาใช้คำพูดที่สุภาพ และอย่าใช้คำพูดที่พาดพิงถึงบุคคลอื่นให้เสียหาย ขอขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ


ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของระบบไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งที่ vtatthailand@windowslive.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป

Home    About us    News    Calendar    Webboard    Knowledge    Gallery    Contact us    Admin  
© Copyright 2010 สมาคมเทคนิคการสัตวแพทย์แห่งประเทศไทย :: Veterinay Technology Association of Thailand
Power by : MAXSITE 1.10