[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by สมาคมเทคนิคการสัตวแพทย์แห่งประเทศไทย
 

 



  

ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการสัตวแพทย์
พิษ จาก ปลาปักเป้า

พุธ ที่ 25 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ.2558


เด็กหลังห้อง

สมาคมเทคนิคการสัตวแพทย์แห่งประเทศไทย

 

                พิษ จาก ปลาปักเป้า

                       ปลาปักเป้า (Puffer fish หรือ Fugu) มีลักษณะเฉพาะ คือ จะพองตัวโตขึ้น มีรูปร่างคล้ายลูกโป่ง หรือ ลูกบอลลูน เมื่อถูกรบกวน แต่ในภาวะปกติจะมีสภาพเหมือนปลาทั่วไป มีหนามสั้นหรือยาวแล้วแต่ชนิด สามารถพบได้ทั้งน้ำจืด และ น้ำเค็มในบริเวณที่อากาศร้อนอบอุ่น รวมถึงในประเทศไทย ซึ่งจะพบปลาปักเป้าน้ำจืดได้ตามแหล่งน้ำต่างๆ ส่วนปลาปักเป้าทะเล (ปลาปักเป้าหนามทุเรียน) พบได้ในบริเวณอ่าวไทย ปลาปักเป้าสามารถนำมาประกอบอาหารได้ แต่ต้องมีการเตรียมโดยผู้ที่มีความชำนาญเฉพาะเป็นพิเศษ ในบางประเทศผู้ทีจะใช้ปลาปักเป้ามาประกอบอาหารต้องมีการทดสอบ เพื่อขอใบอนุญาตและขึ้นทะเบียนโดยรัฐบาลเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ซึ่งตรงกันข้ามกับประเทศไทยเราที่มักจะพบ เนื้อปลาปักเป้าปะปนจำหน่ายเป็นเนื้อปลาที่แล่แล้วในราคาถูก ซึ่งในตลาดเรียกกันว่า “ปลาไก่” (คนชอบทานหมูกะทะระวังไว้นะครับ) ซึ่งทางหน่วยงานราชการไทยมักจะประชาสัมพันธ์ให้ระมัดระวังอันตรายจากการรับประทานเนื่องจากปลาปักเป้ามีสารพิษที่รียกว่า เทโทรโดท็อกซิน หรือ เท็ตโทรโดท็อกซิน (ผมขออนุญาตทับศัพท์ว่าTetrodotoxin) แต่ถึงกระนั้นก็ยังพบรายงานการเสียชิวิต (ถึงเนื้ออร่อย แต่กินแล้วต้องเสี่ยง ผมว่าไม่กินดีที่สุดครับ) โดยทั่วไป จะคิดว่าการต้มหรือทำให้สุกจะเป็นการขจัดสารพิษ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่พิษ เนื่องจากTetrodotoxin เป็นสารพิษที่ไม่ใช่โปรตีน มีคุณสมบัติละลายน้ำได้ และทนความร้อน (ยกเว้นในสภาวะที่เป็นด่าง) ดังนั้นการให้ความร้อน หรือ ทำให้สุกจะไม่ทำลายหรือลดประสิทธิภาพของสารพิษนี้ (จะสุกจะดิบก็มีพิษเท่ากัน)

                       ปลาปักเป้าจะพบได้น้อยที่เนื้อปลาแต่พบมากที่สุดในส่วนของไข่ ตับ ลำไส้ หนัง โดยสารพิษ Tetrodotoxin นี้เกิดจากการสังเคราะห์โดยแบคทีเรีย หรือสาหร่ายเซลเดียวกลุ่มไดโนแฟลกเจลเลต ที่อยู่กับปลาปักเป้า โดยสารพิษ Tetrodotoxin ที่ส่งผลต่อเนื้อเยื่อประสาททั่วร่างกาย ยกเว้นเซลล์ประสาทที่หัวใจ โดยจะเข้าไปจับกับ fast sodium channel ของผนังหุ้มเซลล์ประสาทก่อให้เกิดการ action potential ทำให้ไม่สามารถส่งสัญญาณประสาทได้ ซึ่งสารพิษพียง 1-2 มิลลิกรัม ก็ทำให้ถึงตายได้ ลักษณะอาการในผู้ที่ได้รับพิษหลังรับประทานอาหารเข้าไปจะมีอาการดังนี้ ระยะแรก จะเริ่มมีอาการชาที่ริมฝีปาก ลิ้น บริเวณ ใบหน้าและปลายนิ้ว รวมทั้งคลื่นไส้อาเจียน ตามมาด้วยอาการอ่อนเพลีย ชามากขึ้น แขนขา ไม่มีแรง จน เดินหรือยืนไม่ได้ มีกล้ามเนื้อกระตุกคล้ายชัก พูดลำบาก ตะกุกตะกัก เนื่องจากมีอัมพาตของสายกล่องเสียง ท้ายที่สุดกล้ามเนื้อจะเป็นอัมพาต หายใจไม่ออก ไม่รู้สึกตัว และถึงแก่ความตามโดยการหยุดหายใจ ระยะเวลาที่แสดงอาการขึ้นอยู่กับปริมาณของพิษที่ผู้ป่วยได้รับเข้าไป อาจพบอาการใน 20-30 นาที จนถึง 20 ชั่วโมงหลังรับประทาน พิษของปลาปักเป้าไม่มียาแก้ ต้องรักษาแบบประคับประคองโดยการให้น้ำเกลือ เฝ้าระวังไม่ให้เกิดอาการขาดน้ำและไม่ให้เสียสมดุลของเกลือแร่ ถ้าหยุดหายใจต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ เมื่อพิษของปลาปักเป้าถูกขับออกไปทางปัสสาวะก็จะหายจากอาการดังกล่าว

                      ช่วงนี้เห็นข่าวผู้เสียชีวิตจากพิษของปลาปักเป้ากับประกาศของคณะแพทย์รามา เลยหาข้อมูลมาแชร์กันครับ

เข้าชม : 444


ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการสัตวแพทย์ 5 อันดับล่าสุด

      พิษ จาก ปลาปักเป้า 25 / ก.พ. / 2558
      มองอนาคตไปข้างหน้า..........กับสาขาเทคนิคการสัตวแพทย์ 3 / ส.ค. / 2557
      ชีชี แปะแป๊ะ 8 / ก.ค. / 2557
      ไข้หูดับ 10 / มิ.ย. / 2557
      ฉี่นั้นสำคัญไฉน 6 / มิ.ย. / 2557


Home    About us    News    Calendar    Webboard    Knowledge    Gallery    Contact us    Admin  
© Copyright 2010 สมาคมเทคนิคการสัตวแพทย์แห่งประเทศไทย :: Veterinay Technology Association of Thailand
Power by : MAXSITE 1.10